วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

สิ่งแวดล้อมและปัญหาการค้าระหว่างประเทศ

สิ่งแวดล้อมและปัญหาการค้าระหว่างประเทศ
โดย ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์

            ในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ประชาชนเริ่มมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรก
ในโลกอุตสาหกรรมตะวันตก แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหามลภาวะทางอุตสาหกรรมในระดับชาติและระดับภูมิภาค
ในช่วงนั้นมีการอภิปรายกันบ้างทางด้านนโยบายการค้า และการลงทุนต่างประเทศ แต่ไม่มีใครให้ความสำคัญมากนักแก่เรื่อง
สิ่งแวดล้อมเพราะทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและฝ่ายแรงงานในประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยต่างมีความเห็นตรงกันว่าการวาง
มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดจะเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก
         ในช่วง 1973 - 1982 ได้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันอย่างรุนแรง เศรษฐกิจตกต่ำอย่างมากในโลกอุตสาหกรรมตะวันตก
ประชาชนหันมาให้ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกครั้งหนึ่ง นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 2 ที่ใหญ่โต
ในคราวนั้น ได้มีปัญหาใหม่ๆ ที่รุนแรงเกิดขึ้น เช่น ช่องโหว่ในโอโซน และปัญหาโลกร้อน
           ในขณะเดียวกันนักสิ่งแวดล้อมนิยมก็หันมาตรวจสอบปัญหามลภาวะทางอุตสาหกรรมมากขึ้น ในระดับนานาชาติ
ได้มีการแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องการทำลายป่าฝนเขตร้อน การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และการเคลื่อนไหวเพื่อ
พิทักษ์สิทธิธรรมชาติ
          อาจกล่าวได้ว่า ช่วงนั้นเป็นการเริ่มต้นของการมองปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก (global environment) ทั้งนี้เป็นเพราะว่า
ปัญหาเช่นมลภาวะ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่เสียแล้ว หากแต่เป็นปัญหาแบบข้ามพรมแดน(มลพิษข้ามพรมแดนหรือจิตวิทยา
ข้ามพรมแดน เช่น คนที่อยู่ในโลกตะวันตก อาจมีความห่วงใยเกี่ยวกับการทำลายป่าฝนในเอเชีย)
           นอกจากนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกตะวันออก ก็ชี้ให้เห็นถึงปัญหามลภาวะที่รุนแรง
ขึ้นเช่น ในประเทศที่กำลังพัฒนา และในกลุ่มประเทศสังคมนิยม ปรากฏการณ์ที่สำคัญคือ กระบวน
การโลกาภิวัฒน์ ที่กำลังเริ่มขึ้นได้ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ทางสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ที่ไหนมีการ
ลงทุน ที่นั่นก็มีการกระจายของมลภาวะด้วย เราอาจเรียกได้ว่ามี "โลกาภิวัฒน์ของมลภาวะ"
ซึ่งแผ่กระจายไปตามทิศทางของทุนนิยมโลก
           ในปัจจุบันความห่วงใยได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง โดยครอบคลุมพื้นที่เกี่ยวกับสุขภาพ
และความปลอดภัยของประชาชนผู้บริโภคและผู้ทำงานในโรงงาน ล่าสุด คือการต่อต้านการผลิตและ การค้าอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรทางด้าน GMO ประเทศที่กำลังพัฒนาได้รวมตัวคัดค้านกัน
หนาแน่น จนสามารถบรรลุ "สิทธิที่จะปฏิเสธการค้า GMO" ด้วยความหวั่นวิตกว่า GMO
มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศท้องถิ่นและสุขภาพประชาชน 
           เนื่องด้วยในขณะนี้ประชากรโลกได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปถึงหลัก 6 พันล้านคนแล้ว ความต้องการสินค้าและบริการก็เพิ่มขึ้นตามไปอย่างมหาศาลเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความต้องการทางด้านสินค้าอาหาร สินค้าเกษตร วัตถุดิบ พลังงาน การบริการทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ (เช่น ดิน อากาศ น้ำ ฯลฯ) รวมไปถึงระบบการกำจัดมลภาวะท่ามกลางการขยายตัวของความต้องการสินค้าและบริการต่างๆ การค้าของโลกก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน
           ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการส่งออกและการนำเข้าเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนปัจจุบัน
เราต้องพูดถึง the greening of world trade ซึ่งมี 3 มิติ ด้วยกัน :
ประการแรก การค้าและนโยบายการค้าย่อมต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งการผลิต ปริมาณการผลิต รวมทั้งการบริโภคย่อมมีปัญหาทางสิ่งแวดล้อมตามมาไม่มากก็น้อย อาจกล่าวได้ว่า การค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นและนโยบายการค้าเสรีจะทำให้โลกเรามีปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้น แต่บางฝ่ายก็บอกว่ารายได้จากการค้าที่เพิ่มขึ้น เราสามารถนำเอาไปแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้
ประการที่สอง นโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ได้ โดยผ่ากระบวนการทางการค้า เช่นการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม หรือการวางมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด อาจมีผลต่อปัญหาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นักสิ่งแวดล้อมนิยมมักจะมองว่า นโยบายการค้าเป็นส่วนสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อม การค้าจะต้องมีมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม
แต่นักอุตสาหกรรมอาจมองว่า การกำหนดมาตรฐานเป็นวิธีการกีดกันทางการค้าชนิดหนึ่ง
ประการที่สาม นโยบายการค้าอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ประเทศต่างๆ ดำเนินมาตรการร่วมกัน ในการแก้ไขปัญหามลภาวะที่ข้ามพรมแดน (transborder environmental pollution) แนวคิดนี้ไม่ได้เน้นเรื่องการมองผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว หากแต่มองเรื่องการร่วมมือกันในระดับโลก นั่นคือ มองหาหนทางเพื่อนำเอามาตรการทางการค้ามาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
         อย่างไรก็ตามปัญหาสิ่งแวดล้อมกับการค้าระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ และค่านิยมของคนหลายกลุ่ม
ฝ่ายที่ต้องการให้มีการกีดกันทางการค้าเพื่อรักษาอำนาจอภิสิทธิ์ของพวกเขา มีแนวโน้มที่จะเป็นพันธมิตรกับกลุ่มสิ่งแวดล้อมนิยม
เพื่อหาหนทางปิดกั้นโอกาสที่จะทำการค้าอย่างเสรีเกี่ยวกับเรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อมนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักยังคงมีปัญหา
ที่ถกเถียงกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง :
- การค้าเสรีทำลายสิ่งแวดล้อมโลก จริงหรือเปล่า?
- ควรจะลดเสรีทางการค้า หรือควรจะหามาตรการแก้ไขปัญหาทางสิ่งแวดล้อมดีกว่า?
- โลกาภิวัฒน์ของทุนนิยมโลกที่กำลังขยายตัว เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนามากน้อยแต่ไหน?
         ในการประท้วงที่เมืองซีแอตเติลสหรัฐอเมริกา กลุ่มผู้ต่อต้านการค้าโลกมากมายหลายกลุ่มได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าพวกเขา
ไม่ต้องการ "การค้าเสรี" ที่สำคัญกว่าคือ "การค้าที่ยุติธรรม" และการค้าโลกจะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและชีวิตของผู้คนท้องถิ่น
ในประเทศที่กำลังพัฒนา
          นักสิ่งแวดล้อมนิยมมีความเห็นว่าการค้าโลกจะต้องมีมาตรฐานทางด้านแรงงาน และมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน แต่ละประเทศจะต้องมีการวางนโยบายที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและแรงงาน ถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้ว การค้าไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตามย่อมทำลายความสุขสมบูรณ์ของประชาชนในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างแน่นอน

 ขอขอบคุณ sawasdee.bu.ac.th ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น